เคล็ดลับในการทำงานกับรูปภาพ

รูปภาพต่างๆ ในหน้าถือเป็นสิ่งที่มีพลัง สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านและสื่อหรือขยายความข้อความของคุณให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นได้ โดยรูปภาพจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบเนื้อหาภายในหน้าและพบสิ่งที่ต้องการสื่อความหมายของข้อความได้อย่างรวดเร็ว ผู้อ่านจะได้รับข้อมูลสรุปที่รวดเร็วว่าข้อความนั้นๆ เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และมีความน่าสนใจพอที่จะอ่านต่อไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความคิดที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

รูปภาพสามารถช่วยลดความน่าเบื่อของข้อความสีเทาๆ ได้ แต่ก็สามารถดึงความสนใจของผู้อ่านออกไปจากข้อความของคุณได้เช่นกัน ถ้ารูปภาพเหล่านั้นไม่สัมพันธ์กับข้อความที่นำเสนอ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถควบคุมข้อความกับรูปภาพที่คุณใช้ในสิ่งพิมพ์ของคุณได้

คุณต้องการทำสิ่งใด


ขยายความด้วยรูปภาพ

เมื่อคุณสร้างหรือเลือกรูปสำหรับสิ่งพิมพ์ ควรทำให้รูปภาพดังกล่าวมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีความเกี่ยวข้อง    ใช้รูปภาพเพื่ออธิบายแนวคิดหลักและดึงความสนใจ เนื่องจากผู้อ่านจะดูเนื้อหาแบบผ่านๆ โดยอ่านเฉพาะหัวเรื่องและคำอธิบายประกอบรูปภาพ คุณจะแน่ใจว่าผู้อ่านสามารถรับทราบใจความที่สำคัญที่สุดได้ด้วยการเสริมพลังให้กับข้อความนั้นๆ ด้วยรูปภาพและคำอธิบายสั้นๆ
  • มีความสอดคล้อง    ทำสิ่งพิมพ์ของคุณให้มีความเป็นเอกภาพด้วยการเลือกหรือแสดงรูปภาพ คุณสามารถทำให้รูปภาพมีความสอดคล้องกันได้หลายวิธี ตัวอย่าง คุณสามารถใช้ชุดแบบสีหรือสีเด่นๆ สีเดียว สไตล์กราฟิกทั่วไป มุมกล้องเดียวกัน หรือการจัดแสงที่สอดคล้องกัน คุณยังสามารถใช้เอฟเฟ็กต์ของตัวกรองแบบเดียวกันกับแต่ละรูปภาพ หรือคุณสามารถใช้ตัวบุคคลเดียวกันในการดำเนินเรื่องได้
  • บุคคล    ผู้คนส่วนใหญ่มักจะชอบดูบุคคลอื่น รูปเหมือนของบุคคลจะดึงความสนใจของผู้อ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นภาพที่สอดคล้องและบอกเล่าเรื่องราวได้ การใช้รูปภาพแสดงบุคคลที่กำลังใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณอยู่ ทำให้ผู้อ่านเห็นวิธีทำงานและนึกภาพตัวเองขณะใช้งานได้
  • ภาพนิ่ง    ภาพเคลื่อนไหวจะดึงดูดสายตาไม่ให้ละสายตาไปที่อื่น ภาพเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นจะเสี่ยงต่อการทำให้ลูกค้าเป้าหมายของคุณต้องสะดุด กลายเป็นการรบกวนลูกค้า และทำให้เขาพลาดจุดสำคัญไป ถ้าคุณใช้ภาพเคลื่อนไหวในสิ่งพิมพ์แบบออนไลน์ ควรใส่วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (ตัวอย่างเช่น แสดงลำดับของผลิตภัณฑ์ของคุณที่ใช้อยู่)

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ใช้รูปภาพที่มีขนาดเหมาะสมเป็นสื่อกลาง

คุณสามารถเปลี่ยนขนาดและความละเอียดของกราฟิกที่คุณเพิ่มซึ่งมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่บางครั้งก็ไม่สามารถลดหรือขยายกราฟิกให้เป็นไปตามความต้องการของคุณได้ จึงเป็นการดีที่คุณควรจะทราบสิ่งที่คุณต้องการเสียก่อนที่คุณจะเริ่มต้นและค้นหากราฟิกที่ตรงกับความต้องการที่สุด

กราฟิกที่สร้างขึ้นจากโปรแกรมระบายสี โปรแกรมการสแกน หรือกล้องดิจิทัล จะถูกสร้างขึ้นจากตารางสี่เหลี่ยมสีต่างๆ ที่เรียกว่า พิกเซล ในรูปภาพหนึ่งๆ จะมีจำนวนข้อมูลหรือพิกเซลเหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะปรับมาตราส่วนของรูปภาพในสิ่งพิมพ์ของคุณให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงก็ตาม

ความละเอียดของรูปภาพจะแสดงเป็นพิกเซลต่อนิ้ว (ppi) ในบางครั้งคุณอาจเห็นความละเอียดของรูปภาพแสดงเป็นจุดต่อนิ้ว (dpi) แทน ppi คำเหล่านี้มักจะใช้สลับกันอยู่บ่อยๆ

ถ้าคุณต้องการให้แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อคุณขยายรูปภาพ คุณจะต้องเริ่มทำงานกับรูปภาพที่มีพิกเซลมากกว่า หรือมีความละเอียดที่สูงกว่า การขยายรูปภาพจะทำให้ความละเอียดของรูปภาพลดลง (ppi น้อยลง) การลดขนาดของรูปภาพจะเพิ่มความละเอียดของรูปภาพให้สูงขึ้น (ppi มากขึ้น)

ถ้าความละเอียดของรูปภาพต่ำเกินไป รูปภาพจะไม่ชัดเจน ถ้าความละเอียดของรูปภาพสูงเกินไป ขนาดไฟล์ของสิ่งพิมพ์จะใหญ่เกินความจำเป็น และจะใช้เวลานานในการเปิด แก้ไข และพิมพ์ออกมา รูปภาพที่มีความละเอียดสูงกว่า 1,000 ppi อาจไม่สามารถพิมพ์ได้เลย

ค้นหาความละเอียดที่เหมาะสม

รูปภาพทุกรูปในสิ่งพิมพ์ของคุณมีความละเอียดที่เหมาะสม ซึ่งดูจากความละเอียดของกราฟิกเดิม และผลของการปรับมาตราส่วนความละเอียดใน Microsoft Office Publisher ตัวอย่างเช่น รูปภาพที่มีความละเอียดเดิม 300 ppi ซึ่งถูกปรับให้ใหญ่กว่าเดิม 200 เปอร์เซ็นต์จะมีความละเอียดเหมาะสมที่ 150 ppi

เมื่อต้องการทราบความละเอียดที่เหมาะสมของรูปภาพในสิ่งพิมพ์ของคุณ ให้ทำดังต่อไปนี้

  1. บนเมนู เครื่องมือ ให้คลิก ตัวจัดการกราฟิก ซึ่งตัวจัดการกราฟิก จะปรากฏขึ้นในบานหน้าต่างงานซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของหน้าจอ
  2. ในบานหน้าต่างงาน ตัวจัดการกราฟิก ภายใต้ เลือกรูปภาพ ให้คลิกที่ลูกศรถัดจากรูปภาพที่มีข้อมูลที่คุณต้องการดู แล้วคลิก รายละเอียด
  3. เขตข้อมูล ความละเอียดที่เหมาะสม จะแสดงความละเอียดเป็นจุดต่อนิ้ว (dpi)

ถ้าคุณวางแผนที่จะใช้ภาพสีที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ ความละเอียดของภาพเหล่านั้นควรอยู่ระหว่าง 200 ppi และ 300 ppi คุณสามารถใช้ความละเอียดที่สูงกว่าได้ ถึง 800 ppi  แต่คุณไม่ควรใช้ความละเอียดที่ต่ำกว่านั้น ถ้าคุณวางแผนที่จะใช้รูปภาพแบบออนไลน์เท่านั้น (เช่น บนเว็บหรือใน Microsoft Office PowerPoint ) รูปภาพนั้นต้องมีความละเอียดเพียง 96 ppi ซึ่งเป็นความละเอียดหน้าจอสำหรับจอภาพคอมพิวเตอร์

รูปแบบของไฟล์ยังมีผลต่อขนาดไฟล์อีกด้วย ก่อนที่คุณจะเปลี่ยนความละเอียดของรูปภาพ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณใช้รูปแบบของไฟล์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของรูปภาพ ตารางต่อไปนี้จะแสดงรูปแบบของไฟล์รูปภาพ การใช้งาน และข้อดีทั่วๆ ไป

รูปแบบไฟล์ ออนไลน์ การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ท็อป การพิมพ์เชิงพาณิชย์ การใช้งานหลักๆ ลักษณะ
BMP x x รูปวาดแบบลายเส้น (ไอคอน ปุ่ม โลโก้) ไฟล์ขนาดเล็ก มีจำนวนสีเล็กน้อย ไม่มีความโปร่งใส มีการบีบอัดน้อย
EMF x x รูปวาดแบบลายเส้น การปรับปรุง BMP ซึ่งมีขนาดไฟล์ที่น้อยลง
EPS x x รูปวาดแบบลายเส้น รูปวาดพร้อมเส้นทางการคลิป โทนสองสี สีพิเศษ ข้อมูลสีแบบ CMYK
GIF x ความละเอียดต่ำ สีลักษณะเดียว รูปวาดแบบลายเส้นแบบขอบคม (ไอคอน ปุ่ม โลโก้) ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์ขนาดเล็ก จำนวนสีน้อยๆ มีความโปร่งใส มีการบีบอัดบ้างโดยไม่สูญเสียรายละเอียด
JPEG x x รูปถ่าย ไฟล์ขนาดเล็ก จำนวนสีมีเป็นล้าน ไม่มีความโปร่งใส การบีบอัดมากและสูญเสียรายละเอียด
PNG x x x รูปวาดแบบลายเส้น ภาพเคลื่อนไหว การปรับปรุง GIF ซึ่งมีขนาดไฟล์ที่น้อยลง มีจำนวนสีมากเป็นล้าน มีความโปร่งใส และมีการบีบอัดแบบไม่สูญเสียรายละเอียด
TIFF x x รูปถ่าย รูปวาดแบบลายเส้น ไฟล์ขนาดใหญ่ ข้อมูลสี RGB และ CMYK แบบเข้มข้น มีความโปร่งใส มีการบีบอัดแบบไม่สูญเสียรายละเอียด
WMF x x รูปวาดแบบลายเส้น การปรับปรุง BMP ซึ่งมีขนาดไฟล์ที่น้อยลง

การลดกราฟิกที่มีความละเอียดสูง

ถ้าคุณมีกราฟิกที่มีความละเอียดสูงเพียงสองหรือสามภาพ ก็อาจจะไม่มีปัญหาในการพิมพ์กราฟิกเหล่านั้น ถ้าคุณมีกราฟิกที่มีความละเอียดสูงจำนวนมาก คุณจะสามารถพิมพ์กราฟิกออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าคุณลดความละเอียดลงด้วยการบีบอัดรูปภาพเหล่านั้น

ก่อนที่คุณจะบีบอัดรูปภาพ ให้กำหนดขนาดของรูปภาพบนหน้าเสียก่อน เมื่อคุณบีบอัดรูปภาพใน Publisher รูปภาพจะสูญเสียรายละเอียดไป ดังนั้นการขยายภาพในเวลาต่อมาจะได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่คุณต้องการ คุณสามารถลดขนาดของรูปภาพที่ถูกบีบอัดมานั้นได้โดยไม่ให้เสียคุณภาพไป ถ้าคุณทำเช่นนี้ ให้บีบอัดรูปภาพอีกครั้งเพื่อเอาข้อมูลที่ไม่จำเป็นของรูปภาพนั้นออกไปอีก

 สิ่งสำคัญ   ก่อนที่คุณจะลดความละเอียดของกราฟิกที่คุณต้องการรวมไว้ในสิ่งพิมพ์ที่จะให้โรงพิมพ์ทำการพิมพ์ คุณควรปรึกษากับโรงพิมพ์ของคุณ โรงพิมพ์จะสามารถจะบอกได้ว่าคุณจะต้องใช้ความละเอียดเท่าใด

ลดกราฟิกที่มีความละเอียดสูง

ใน Publisher คุณสามารถลดความละเอียดของรูปภาพหนึ่งภาพ หลายภาพ หรือภาพทั้งหมดได้ด้วยการบีบอัดรูปภาพเหล่านั้น

  1. ใน Publisher ให้เลือกรูปภาพอย่างน้อยหนึ่งภาพที่คุณต้องการลดความละเอียด
  2. คลิกขวาบนภาพใดภาพหนึ่งที่เลือก คลิก จัดรูปแบบรูปภาพ บนเมนูทางลัด แล้วคลิกแท็บ รูปภาพ
  3. คลิก บีบอัด
  4. ในกล่องโต้ตอบ บีบอัดรูปภาพ ภายใต้ ผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • คลิก การพิมพ์เชิงพาณิชย์ เพื่อบีบอัดรูปภาพให้เป็น 300 พิกเซลต่อนิ้ว (ppi)
    • คลิก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ท็อป เพื่อบีบอัดรูปภาพให้เป็น 220 ppi
    • คลิก เว็บ เพื่อบีบอัดรูปภาพให้เป็น 96 ppi
  5. ภายใต้ นำการตั้งค่าการบีบอัดไปใช้เดี๋ยวนี้ให้เลือกว่าคุณต้องการบีบอัดรูปภาพทั้งหมดในสิ่งพิมพ์ หรือเฉพาะรูปภาพที่คุณเลือก แล้วคลิก ตกลง
  6. ถ้าข้อความที่ปรากฏขึ้นถามว่าคุณต้องการใช้รูปภาพให้เหมาะสมที่สุดหรือไม่ ให้คลิก ใช่

เวอร์ชันของภาพที่ถูกบีบอัดภาพเดียวกัน หรือภาพที่ใช้แทนภาพดั้งเดิมซึ่งมีความละเอียดสูงภาพเดียวหรือหลายภาพ

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ลดขนาดสิ่งพิมพ์โดยใช้การลิงก์รูปภาพ

ทุกครั้งที่แทรกรูปภาพลงในสิ่งพิมพ์ของคุณ สิ่งพิมพ์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ถ้าใช้การลิงก์ไปยังรูปภาพแทน คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงไฟล์ขนาดใหญ่ที่เกิดจากกราฟิกที่ฝังเอาไว้ได้

เมื่อคุณลิงก์ไปยังรูปภาพต่างๆ ผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไฟล์รูปภาพเหล่านั้น จะแสดงอยู่บนรูปภาพในสิ่งพิมพ์ของคุณ

 บันทึกย่อ   ถ้าคุณย้ายสิ่งพิมพ์ของคุณไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ย้ายสำเนาของรูปภาพที่ลิงก์ไปด้วย เมื่อคุณใช้ตัวช่วยสร้างการแพคแล้วส่ง ตัวช่วยสร้างจะทำขั้นตอนนี้ให้คุณด้วย

แทรกรูปภาพแบบลิงก์

  1. บนเมนู แทรก ให้ชี้ไปที่ รูปภาพ แล้วคลิก จากไฟล์
  2. ในกล่องโต้ตอบ แทรกรูปภาพ ให้เรียกดูเพื่อค้นหารูปภาพที่คุณต้องการ จากนั้นเลือกรูปภาพนั้น
  3. คลิกลูกศรที่อยู่ถัดจาก แทรก แล้วคลิก ลิงก์ไปยังไฟล์

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

รูปภาพที่คุณสามารถใช้ได้

เมื่อมีไอเดียที่ดี สายตาที่ดี และอุปกรณ์ที่ดีแล้ว คุณสามารถถ่ายรูปเองหรือจะจ้างคนอื่นถ่ายรูปให้ก็ได้

ถ้าคุณไม่มีความสามารถในการสร้างรูปถ่ายหรือภาพประกอบที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ ให้มองหารูปภาพจากแหล่งออนไลน์ต่างๆ รวมถึง

  • ไลบรารีภาพตัดปะและสื่อของ Microsoft Office (การใช้งานแบบไม่จำกัด)
  • บริษัทขายรูปถ่าย เช่น Corbis และ Getty (ต้องชำระเงิน)
  • โปรแกรมค้นหา เช่น MSN, Yahoo และ Google (สิทธิ์ในการใช้งานจะแตกต่างกันไป)
  • ห้องสมุดและสถาบันสาธารณะอื่นๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติ (สิทธิ์ในการใช้งานจะแตกต่างกันไป)

ปัญหาด้านกฎหมาย

รูปออนไลน์ที่มีอยู่อย่างมากมาย อาจกระตุ้นให้คุณอยากคัดลอกและนำรูปภาพจากเว็บไปใช้ โดยไม่มีการขออนุญาตหรือการชำระเงินอย่างชัดแจ้ง

หลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ในการใช้รูปก่อนที่คุณจะนำไปใช้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้รูปภาพใดๆ ก็ได้ในไลบรารีภาพตัดปะและสื่อของ Office ได้อย่างไม่จำกัด เว้นแต่ถ้ารูปภาพนั้นจะเป็นสินค้าสำหรับขาย

เมื่อคุณซื้อรูปภาพ ถือว่าคุณซื้อสิทธิ์ในการใช้รูปนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ภาพตัดปะและรูปภาพที่ขายส่วนใหญ่จะไม่สามารถขายต่อได้ หมายความว่าคุณสามารถใช้รูปนั้นเพื่อส่งเสริมธุรกิจของคุณได้ แต่คุณไม่สามารถใช้เป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายได้

ถ้าคุณกังวลเกี่ยวกับการใช้รูป ให้ติดต่อเจ้าของสินค้าและขออนุญาตก่อนที่คุณจะนำรูปภาพนั้นไปใช้

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

หารูปภาพที่เหมาะสม

เมื่อคุณทราบประเภทของรูปภาพที่คุณต้องการ ความละเอียดที่คุณต้องใช้ รูปแบบไฟล์ที่ดีที่สุด ตลอดจนลิขสิทธิ์และปัญหาต่างๆ ในการใช้งานแล้ว คุณจำเป็นต้องหารูปภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งพิมพ์ของคุณ

คุณจะจำกัดการค้นหาภายในอาร์เรย์ขนาดใหญ่ของภาพตัดปะและรูปภาพในไลบรารีได้อย่างไร ความแตกต่างระหว่างแต่ละบริการจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การค้นหาที่ต่างกัน แต่เราจะใช้ไลบรารีภาพตัดปะและสื่อของ Office ซึ่งมีมากกว่า 140,000 รูป เพื่อสาธิตกลยุทธ์บางอย่างสำหรับการค้นหาภาพที่เหมาะสมให้ดู

การค้นหาคลิปที่เหมาะสม

ข้อมูลในส่วนนี้นำมาจาก การทำให้ภาพตัดปะดูเหมือนต้นฉบับใน Publisher โดย Mary sauer ซึ่งเป็น MVP ของ Microsoft และผู้สร้างเว็บไซต์ วิธีใช้ภาพตัดปะและสื่อ

การค้นหาคลิปที่เหมาะสมบนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อบน Office Online เป็นสิ่งที่ง่ายดายเมื่อคุณทราบสิ่งที่คุณต้องการ คุณสามารถค้นหาเว็บไซต์จากภายใน Publisher ได้โดยใช้บานหน้าต่างงาน ภาพตัดปะ หรือคุณสามารถไปยังโฮมเพจของไซต์ได้โดยตรง

  • เมื่อต้องการเปิดบานหน้าต่างงาน ภาพตัดปะ ใน Publisher บนเมนู แทรก ให้ชี้ไปที่ รูปภาพ แล้วคลิก ภาพตัดปะ

บานหน้าต่างงานภาพตัดปะ

หลังจากที่คุณพิมพ์คำที่ใช้ค้นหาลงในกล่อง ค้นหา และคลิก ไป คลิปที่ตรงกับคำที่ค้นหาจะปรากฏในบานหน้าต่างงาน คุณสามารถคลิกคลิปในบานหน้าต่างงานเพื่อแทรกคลิปนั้นลงในสิ่งพิมพ์ของคุณได้

การค้นหาตามประเภท

ถ้าคุณตัดสินใจว่าคุณต้องการตัวเลือกการค้นหาเพิ่มเติม คุณสามารถคลิก ภาพตัดปะบน Office Online ที่ด้านล่างของบานหน้าต่างงานเพื่อเปิดเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office บนเว็บไซต์ดังกล่าว คุณสามารถจำกัดการค้นหาตามประเภทหรือสไตล์ และคุณสามารถเลือกหลายคลิปในคราวเดียวเพื่อดาวน์โหลดและจัดเก็บไว้ใน Microsoft Clip Organizer เพื่อใช้ในอนาคตได้

วิธีค้นหาบนเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง คือเริ่มจากประเภทใดประเภทหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพธรรมดาของบุคคลมักจะเป็นภาพประกอบที่ดีเสมอสำหรับหัวข้อเกี่ยวกับธุรกิจ บนโฮมเพจภาพตัดปะและสื่อของ Office ภายใต้ เรียกดูประเภทของภาพตัดปะและสื่อ คุณสามารถคลิกที่ประเภท บุคคล

ประเภทต่างๆ บนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อ

ที่ด้านบนสุดของโฮมเพจ คุณสามารถพิมพ์คำต่างๆ เช่น ผู้หญิง โต๊ะ คอมพิวเตอร์ หรือ การประชุม แล้วคลิก ไป

แถบค้นหาบนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อ

ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะดูประเภทใด ให้เลือกคำสำคัญจากสิ่งพิมพ์ของคุณและใช้คำสำคัญเหล่านี้ในรายการ ค้นหา ตัวอย่างเช่น ถ้าหัวข้อของคุณเกี่ยวข้องกับการบริการอาหาร ให้พิมพ์คำเช่น อาหาร เครื่องครัวหรือ บริกร

การค้นหาตามชนิดสื่อ

คุณยังสามารถจำกัดการค้นหาตามชนิดสื่อ (ตัวอย่างเช่น ภาพตัดปะ รูปถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหว) ก่อนที่คุณจะใส่คำที่เฉพาะเจาะจง ในรายการ ค้นหา ให้คลิก ภาพตัดปะ จากนั้นพิมพ์คำของคุณ

แถบค้นหาบนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อ

คุณสามารถค้นหาคลิปที่ใช้ในตัวอย่างได้ในภายหลังจากบทความนี้ ด้วยการคลิก ภาพตัดปะ ในรายการ ค้นหา และพิมพ์ โรงละคร หรือ หน้ากาก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office ให้คลิกลิงก์ที่อยู่ในส่วน ดูเพิ่มเติม

การค้นหาตามสไตล์

คลิปส่วนใหญ่บนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office จะมีหมายเลขสไตล์ระบุอยู่ เมื่อต้องการเพิ่มความสอดคล้องให้กับสิ่งพิมพ์ คุณสามารถเลือกคลิปที่มีหมายเลขสไตล์เดียวกันทั้งหมดได้

 บันทึกย่อ   เมื่อคุณดาวน์โหลดคลิปจากเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office คุณจะมองไม่เห็นหมายเลขสไตล์ใน คุณสมบัติ อีกต่อไป

  • เมื่อต้องการดูหมายเลขสไตล์ของคลิป ให้คลิกขวาที่คลิปบนเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office จากนั้นคลิก คุณสมบัติ บนเมนูทางลัด หน้าต่างแสดงตัวอย่างจะเปิดขึ้น และมีลักษณะแบบนี้

หน้าต่างแสดงตัวอย่างภาพตัดปะ

เมื่อคุณคลิกหมายเลขสไตล์ (ในภาพประกอบคือหมายเลข 436) เว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office จะแสดงคลิปทุกประเภทที่มีสไตล์ใกล้เคียงกัน

การดาวน์โหลดคลิปจากเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อ

จากเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อของ Office คุณสามารถเพิ่มคลิปลงในสิ่งพิมพ์หรือดาวน์โหลดคลิปอย่างน้อยหนึ่งคลิปลงในคอมพิวเตอร์ของคุณได้

  • เมื่อต้องการเพิ่มเพียงหนึ่งคลิปจากเว็บไซต์ลงในสิ่งพิมพ์อย่างรวดเร็ว คุณสามารถคลิกขวาที่รูปขนาดย่อของคลิป คลิก คัดลอก บนเมนูทางลัด แล้ววางลงในสิ่งพิมพ์ของคุณ
  • เมื่อต้องการดาวน์โหลดคลิปอย่างน้อยหนึ่งคลิปลงในคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้เลือกคลิปที่คุณต้องการด้วยการเลือกกล่องกาเครื่องหมายซึ่งอยู่ใต้รูปแต่ละรูป ใน ตะกร้าสิ่งที่เลือกให้คลิก ดาวน์โหลดรายการ แล้วคลิก ดาวน์โหลดเดี๋ยวนี้

 เคล็ดลับ   เมื่อต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการดาวน์โหลดคลิป โปรดจำไว้ว่าจะต้องทำให้แคชของอินเทอร์เน็ตของคุณว่างเปล่า อาการของแคชเต็ม มีดังนี้

  • เห็นคลิปทั่วไปที่มีชื่อ Dglxasset.aspx เป็นต้น เมื่อคุณค้นหาภาพตัดปะภายใน Clip Organizer หรือใช้บานหน้าต่างงาน ภาพตัดปะ ในโปรแกรม Office
  • ได้รับข้อความ "ไม่พบไฟล์" จาก Clip Organizer หลังจากที่คุณดาวน์โหลดคลิปจากเว็บไซต์

เมื่อต้องการล้างแคชของคุณ ให้ทำต่อไปนี้

  1. ใน Windows Internet Explorer บนเมนู เครื่องมือ ให้คลิก ตัวเลือกอินเทอร์เน็ต
  2. ภายใต้ ไฟล์อินเทอร์เน็ตชั่วคราว ให้คลิก ลบไฟล์ แล้วคลิก ตกลง

ส่วนของแท็บทั่วไปในกล่องโต้ตอบตัวเลือกอินเทอร์เน็ต

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ปรับปรุงรูปภาพที่คุณได้รับมา

คุณสามารถแก้ไขหรือเพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพของคุณ เพื่อให้สิ่งพิมพ์ของคุณมีเอกลักษณ์หรือมีลักษณะที่เหมาะสมกับลูกค้าของคุณและธุรกิจของคุณได้ แม้ว่าคุณจะสามารถใช้โปรแกรมการแก้ไขรูปถ่ายเช่น Microsoft Digital Image 2006 หรือ Adobe Photoshop เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากมายไร้ขีดจำกัด แต่คุณก็สามารถใช้เครื่องมือวาดรูปใน Publisher เพื่อปรับปรุงรูปภาพได้หลากหลายเช่นกัน ซึ่งรวมถึงสิ่งต่อไปนี้

โปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณใช้เอฟเฟ็กต์พิเศษ คุณสามารถทำให้สิ่งพิมพ์ของคุณมีลักษณะการแสดงที่สอดคล้องกันได้ด้วยการนำเอฟเฟ็กต์พิเศษนั้นไปใช้กับรูปภาพทั้งหมดในสิ่งพิมพ์ของคุณ

 เคล็ดลับ   หลังจากที่คุณปรับเปลี่ยนคลิปแล้ว คุณอาจต้องการบันทึกไว้เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อีกครั้ง เมื่อต้องการบันทึกคลิปที่มีการปรับเปลี่ยน ให้คลิกขวาที่คลิปนั้น แล้วคลิก บันทึกเป็นรูปภาพ บนเมนูทางลัด ในกล่องโต้ตอบ บันทึกเป็น ในรายการ บันทึกเป็นชนิด ให้คลิกรูปแบบของไฟล์ ถ้าคุณวางแผนที่จะใช้คลิปที่ปรับเปลี่ยนมานั้นในสิ่งพิมพ์ ให้เก็บบันทึกในรูปแบบ Microsoft Windows Metafile (.wmf) ถ้าคุณวางแผนที่จะใช้คลิปนั้นในสิ่งพิมพ์บนเว็บ ให้คลิก เปลี่ยน จากนั้นคลิก เว็บ (96 dpi) บันทึกคลิปนั้นในรูปแบบ Graphics Interchange Format (.gif) คลิกตำแหน่งที่ตั้งใน บันทึกใน แล้วคลิก บันทึก

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การครอบตัด

เมื่อคุณครอบตัดรูปภาพ นั่นหมายถึงคุณกำลังเอาพื้นที่ซึ่งคุณไม่ต้องการให้แสดงออกไป ในตัวอย่างนี้ พื้นที่ทั้งหมดยกเว้นส่วนขวาล่างของรูปภาพขนาดใหญ่ได้ถูกครอบตัดออกไปเพื่อให้มีการโฟกัสอย่างใกล้ๆ ที่ตัวหน้ากาก ผลลัพธ์แสดงในรูปขนาดเล็กที่สุด

ภาพตัดปะต้นฉบับและภาพที่ถูกครอบตัดสองเวอร์ชัน

  1. เลือกคลิปในเอกสารของคุณ
  2. บนแถบเครื่องมือ รูปภาพ ให้คลิก ครอบตัดรูปปุ่ม
  3. วางตัวชี้เหนือจุดจับครอบตัดสีดำตัวใดตัวหนึ่งที่อยู่ตามขอบของคลิป จากนั้นคลิกและลากจนกระทั่งคุณครอบตัดคลิปได้ตามส่วนที่คุณต้องการ

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การปรับขนาด

เวลาที่คุณเจอคลิปที่เหมาะสมสำหรับเอกสารของคุณ คลิปนั้นอาจจะมีขนาดที่ไม่เหมาะสมเท่าใดนัก เนื่องจากการครอบตัดอาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมเสมอไป คุณสามารถขยายหรือลดขนาดคลิปเพื่อให้พอดีกับบางพื้นที่ได้ ตัวอย่างเช่น คลิปแรกด้านล่างนี้ถูกลดขนาดไปเป็นคลิปที่สอง

รูปภาพต้นฉบับและภาพที่ถูกปรับขนาดตามสัดส่วน

  1. เลือกคลิป
  2. เลื่อนตัวชี้ไปเหนือวงกลมเปิดวงใดวงหนึ่งที่มุมของรูป
  3. ลากจนกระทั่งรูปนั้นมีขนาดที่คุณต้องการ

 บันทึกย่อ   การลากวงกลมเปิดที่มุมของภาพจะเป็นการปรับขนาดรูปตามสัดส่วน ถ้าคุณลากวงกลมด้านข้างด้านใดด้านหนึ่ง รูปจะขยายหรือหดอย่างไม่ได้สัดส่วน ดังแสดงที่นี่

รูปภาพที่ปรับขนาดอย่างไม่ได้สัดส่วน

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การหมุนและการพลิก

การหมุนคลิปสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบหน้าได้ด้วยการเพิ่มความไม่สมมาตรแบบไดนามิก ตัวอย่างเช่น ในแนวตั้งของหน้ากากนี้จะดูนิ่งๆ และธรรมดา การหมุนเพียงเล็กน้อยจะทำให้หน้ากากมีการเคลื่อนไหวที่น่าประทับใจ (ปราศจากการรบกวนจากภาพเคลื่อนไหว)

รูปหน้ากากต้นฉบับ รูปหน้ากากที่ถูกหมุน

การพลิกคลิปสามารถสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นบนหน้าอย่างได้สัดส่วน คู่นี้สร้างขึ้นจากการคัดลอกคลิปทางด้านซ้าย แล้วพลิกสำเนาของคลิปที่วางไปทางด้านขวา โดยอาจทำหน้าที่เป็นที่ตั้งหนังสือสำหรับพาดหัวที่สำคัญได้

รูปภาพต้นฉบับและสำเนาที่พลิกด้าน

หมุนคลิป

  1. เลือกคลิป
  2. บนเมนู จัดเรียง ให้คลิก หมุนหรือพลิก แล้วเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • คลิก หมุนซ้าย 90 องศา หรือ หมุนขวา 90 องศา เพื่อหมุนคลิปเพิ่มขึ้นทีละ 90 องศา คลิกหนึ่งครั้งเพื่อหมุนคลิปไป 90 องศา คลิกต่อไปจนกว่าคลิปจะอยู่ในตำแหน่งที่คุณต้องการ
    • คลิก หมุนแบบอิสระ จากนั้นวางตัวชี้บนตัวจับสีเขียวทรงกลมที่ด้านบนของวัตถุ เมื่อคุณเห็นวงกลมรอบๆ ตัวจับสีเขียว ให้ลากจนกระทั่งวัตถุนั้นอยู่ในมุมที่คุณต้องการ

พลิกคลิป

  1. เลือกคลิป
  2. บนเมนู จัดเรียง ให้คลิก หมุนหรือพลิก แล้วคลิก พลิกแนวนอน หรือ พลิกแนวตั้ง

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การเพิ่มเงา

การเพิ่มเงาให้กับคลิปสามารถทำให้สิ่งพิมพ์ของคุณดูมีมิติ มีความลึก และดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

การใช้เงา

  1. เลือกคลิป
  2. บนแถบเครื่องมือ การจัดรูปแบบ ให้คลิก ปุ่ม สไตล์เงา รูปปุ่ม แล้วเลือกสไตล์ที่คุณต้องการ

 บันทึกย่อ   เมื่อต้องการเอาเงาออกให้คลิก สไตล์เงา แล้วเลือก ไม่มีเงา

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การเปลี่ยนความคมชัดและความสว่าง

คุณสามารถเปลี่ยนลักษณะที่ปรากฏของคลิปได้ด้วยการปรับความคมชัดและความสว่างของรูป

  1. เลือกคลิป
  2. บนแถบเครื่องมือ รูปภาพ ให้เลือกทำดังต่อไปนี้
    • เมื่อต้องการเพิ่มความสว่าง ให้คลิก เพิ่มความสว่างรูปปุ่ม
    • เมื่อต้องการลดความสว่าง ให้คลิก ลดความสว่างรูปปุ่ม
    • เมื่อต้องการเพิ่มความคมชัด ให้คลิก เพิ่มความคมชัดรูปปุ่ม
    • เมื่อต้องการลดความคมชัด ให้คลิก ลดความคมชัดรูปปุ่ม

ปรับระดับต่างๆ และเปรียบเทียบความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น คุณสามารถทำให้คลิปเข้มขึ้นด้วยการลดความสว่าง หรือคุณอาจทำคลิปให้จางลงด้วยการลดความคมชัด

ถ้าคุณต้องการวางคลิปไว้หลังข้อความ คุณสามารถทำให้คลิปนั้นจางลงได้ด้วยการคลิก สี รูปปุ่ม บนแถบเครื่องมือ รูปภาพ แล้วเลือกตัวเลือก จางออก

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การยกเลิกการจัดกลุ่มและการเปลี่ยนสีคลิป

หน้ากากที่ถูกหมุนในบทความนี้ก่อนหน้านี้ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการยกเลิกการจัดกลุ่มและการลบส่วนต่างๆ คลิปต้นฉบับที่ดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ภาพตัดปะและสื่อ จะมีหน้ากากสองอันและรายการต่างๆ เพิ่มเติม เป้าหมายคือการใช้หน้ากากแต่ละอันแยกกัน

ภาพตัดปะต้นฉบับของรูปโรงละคร

หลังจากที่คุณวางหรือแทรกคลิปลงในสิ่งพิมพ์ของคุณแล้ว ขั้นตอนแรกคือการยกเลิกการจัดกลุ่มคลิป การยกเลิกการจัดกลุ่มจะแยกภาพตัดปะออกเป็นชิ้นส่วน คราวนี้คุณก็สามารถลบส่วนที่คุณไม่ต้องการและจัดกลุ่มรูปภาพใหม่อีกครั้งได้

 บันทึกย่อ   คลิปที่ถูกยกเลิกการจัดกลุ่มและถูกจัดกลุ่มใหม่จะมีสีจางๆ ในสิ่งพิมพ์ของคุณ แต่เมื่อพิมพ์ออกมาคลิปจะยังมีความคมชัดและชัดเจนอยู่

  1. คลิกที่คลิปเพื่อเลือก
  2. บนเมนู จัดเรียง ให้คลิก ยกเลิกการจัดกลุ่ม
  3. เมื่อคุณเห็นข้อความเกี่ยวกับการแปลงรูปภาพที่นำเข้า ให้คลิก ใช่
  4. ภายใต้คลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่ม ให้คลิกปุ่ม ยกเลิกการจัดกลุ่มวัตถุ รูปปุ่ม

ขณะนี้คลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่มจะมีจุดจับตัวเลือกรูปวงกลมเล็กๆ ครอบอยู่ เนื่องจากคุณได้ยกเลิกการจัดกลุ่มคลิปให้กลายเป็นชิ้นส่วนต่างๆ และแต่ละส่วนทั้งหมดได้ถูกเลือกอยู่

ภาพตัดปะรูปโรงละครที่ไม่มีการจัดกลุ่ม

  1. เริ่มจากด้านนอกของรูปภาพ ให้ลากตัวชี้ของคุณตามแนวทแยงจากซ้ายบนลงมาผ่านคางของหน้ากากด้านซ้ายเพื่อเลือกทั้งหน้ากาก

ถ้าคุณเลือกทั้งหน้ากาก คุณสามารถคลิกภายในหน้ากากด้านซ้ายแล้วลากออกจากส่วนอื่นๆ ของรูปภาพเพื่อให้การปรับเปลี่ยนง่ายดายขึ้น คุณอาจต้องการลบสามเหลี่ยมสามอัน เปลี่ยนสีหน้ากาก และจัดแนวใหม่ ดังแสดงในที่นี้

คลิปที่จัดกลุ่มใหม่พร้อมทั้งได้เอาองค์ประกอบต่างๆ ออก จัดเรียงตำแหน่งใหม่ และเปลี่ยนสีใหม่แล้ว

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ยกเลิกการจัดกลุ่มคลิป ลบส่วนต่างๆ ออกไป จัดกลุ่มใหม่ แล้วเปลี่ยนสีใหม่

ภาพตัดปะต้นฉบับของรูปโรงละคร

คลิปหลากสีนี้เป็นตัวอย่างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นของการปรับคลิปให้ดูง่ายดายขึ้น ในรูปแบบเดิมของคลิปนี้ คลิปอาจจะหันเหความสนใจไปจากข้อความได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทิ้งคลิปไป คุณสามารถปรับขนาด ยกเลิกการจัดกลุ่ม ลบส่วนที่ไม่ต้องการ และเปลี่ยนสีคลิปให้จางลง เพื่อให้คลิปทำหน้าที่ได้ตามวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการ

ยกเลิกการจัดกลุ่มคลิป
  1. ถ้าคุณไม่เห็นจุดจับแบบวงกลมที่อยู่รอบๆ คลิป ให้คลิกที่คลิปเพื่อเลือก
  2. บนเมนู จัดเรียง ให้คลิก ยกเลิกการจัดกลุ่ม
  3. เมื่อคุณเห็นข้อความเกี่ยวกับการแปลงรูปภาพที่นำเข้า ให้คลิก ใช่
  4. ภายใต้คลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่ม ให้คลิกปุ่ม ยกเลิกการจัดกลุ่มวัตถุ รูปปุ่ม

ภาพตัดปะที่ไม่มีการจัดกลุ่ม

ลบส่วนต่างๆ ของคลิป

คุณพร้อมแล้วที่จะลบส่วนที่ไม่ต้องการออก

  1. บนแถบเครื่องมือ มาตรฐาน ในรายการ ย่อ/ขยาย รายการย่อ/ขยาย ให้คลิก 200% เพื่อขยายคลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่ม คลิกหน้าที่อยู่นอกคลิปเพื่อยกเลิกการเลือก
  2. เลือกเฉพาะส่วนที่คุณต้องการลบ แล้วกด DELETE

ตัวอย่างเช่น ในคลิปโรงละครนั้น คุณสามารถลบรูปแบบบนสิ่งก่อสร้าง พื้น เสื้อผ้าของนักแสดง ไฮไลต์บนหน้ากากและใบหน้าของนักแสดง แสงตะวันบนท้องฟ้า และกล่องที่อยู่รอบคลิปทั้งหมด (ภาพตัดปะส่วนใหญ่จะมีกล่องล้อมรอบแบบโปร่งใส) ดังแสดงในที่นี้

คลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่มและมีการเอาองค์ประกอบที่ไม่ต้องการออกไปแล้ว

 เคล็ดลับ   คุณสามารถเลือกได้ครั้งละหลายๆ ส่วนด้วยการกด SHIFT ค้างไว้ แล้วคลิกแต่ละส่วน

จัดกลุ่มใหม่ให้กับคลิป

เมื่อคุณได้ลบส่วนที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกไปแล้ว คุณสามารถจัดกลุ่มใหม่ให้กับคลิปได้ ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพิ่มเติมให้กับคลิป ปล่อยให้คลิปนั้นยกเลิกการจัดกลุ่มเอาไว้

  1. ลากสี่เหลี่ยมการเลือกไปล้อมรอบทั้งคลิป เพื่อให้ส่วนที่เหลือทั้งหมดของคลิปถูกเลือกด้วย
  2. คลิกปุ่ม จัดกลุ่มวัตถุ รูปปุ่ม

 เคล็ดลับ   หลังจากที่คุณลบส่วนที่ไม่ต้องการออกไปแล้ว และมีเหลืออยู่เพียงส่วนเดียว คุณจะไม่เห็นปุ่ม จัดกลุ่มวัตถุรูปปุ่ม

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

เปลี่ยนสีใหม่ให้กับคลิป

ถึงตอนนี้คุณสามารถหยุดทำงานได้ แต่สีที่สว่างจ้านั้นอาจดูโดดจากหน้าข้อความ รูปภาพจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นถ้าลดโทนสีลง คราวนี้คลิปก็จะดูสบายตาขึ้น และคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนสีคลิปเพื่อให้เกิดการรบกวนน้อยลง

เมื่อต้องการเปลี่ยนสีคลิป ก่อนอื่นคุณจะต้องเลือกคลิปเสียก่อน หลังจากที่คุณคลิกทั้งคลิปแล้ว ให้คลิกส่วนซึ่งคุณต้องการจะเปลี่ยนสีอีกครั้ง (วงกลมสีเทาเข้มล้อมรอบส่วนที่เลือก)

 เคล็ดลับ   ถ้าวงกลมสีเทาเข้มมองเห็นได้ยากบนสีพื้นหลังของคลิป คุณอาจต้องยกเลิกการจัดกุล่มคลิปนั้นอีกครั้งเพื่อให้สามารถระบุส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ชิ้นส่วนที่ถูกเลือกในคลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่มจะมีจุดจับสีขาวซึ่งดูเด่นขึ้น ถ้าคุณยกเลิกการจัดกลุ่มคลิปเพื่อทำการเปลี่ยนสี โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้จัดกลุ่มอีกครั้งหลังจากที่คุณเปลี่ยนสีเรียบร้อยแล้ว

การกระทำบางอย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนสีส่วนต่างๆ ของคลิปได้ ปุ่มทั้งหมดอยู่บนแถบเครื่องมือ การจัดรูปแบบ

 บันทึกย่อ   เมื่อต้องการแสดงแถบเครื่องมือ การจัดรูปแบบ บนเมนู มุมมอง ให้ชี้ไปที่ แถบเครื่องมือ แล้วคลิก การจัดรูปแบบ

  • เปลี่ยนสีเติมด้วยการคลิกปุ่ม สีเติม รูปปุ่ม

ในคลิปนี้ จะแสดงเอฟเฟ็กต์การไล่ระดับสีเติมจากสีส้มในมุมหนึ่งจนถึงสีครามในมุมตรงกันข้ามเพื่อสร้างพระอาทิตย์ตก สิ่งก่อสร้างจะใช้เอฟเฟ็กต์การเติมสีไล่ระดับสีตามแนวนอน ซึ่งให้สีเข้มใกล้ๆ ฐานตึกเพื่อเลียนแบบแสงในตอนเย็น

คลิปที่ไม่มีการจัดกลุ่มพร้อมกับใช้สีใหม่และเอฟเฟ็กต์เติมสี

  • เปลี่ยนสีเติมด้วยการคลิกปุ่ม สีเส้น รูปปุ่ม
  • เปลี่ยนสีเส้นขอบด้วยการคลิกปุ่ม สไตล์เส้น/เส้นขอบ รูปปุ่ม
นำสีมาตรฐานไปใช้กับทุกคลิป

การนำสีมาตรฐานไปใช้กับช่วงของคลิปที่มีสีและสไตล์ต่างกัน ถือเป็นวิธีง่ายๆ ในการทำให้สิ่งพิมพ์ของคุณมีลักษณะที่เป็นเอกภาพ การใช้สีพิเศษสีเดียวเมื่อคุณพิมพ์งานที่โรงพิมพ์จะช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ขณะเดียวกันก็ทำให้งานพิมพ์ให้สีที่ต้องการเน้นเพิ่มเติมมีความสมบูรณ์ไปด้วย

ภาพตัดปะรูปโรงละครที่แยกเป็นส่วนๆ
ภาพตัดปะรูปโรงละครที่แยกเป็นส่วนๆ ที่มีการใช้สีเดียวกันในแต่ละคลิป

  1. เลือกคลิป
  2. บนเมนู รูปแบบ ให้คลิก รูปภาพ แล้วคลิกแท็บ รูปภาพ
  3. คลิก เปลี่ยนสี

 บันทึกย่อ   ถ้าคลิปถูกแปลงเป็นวัตถุรูปวาดของ Microsoft ปุ่ม เปลี่ยนสี จะไม่พร้อมใช้งาน ให้ใช้ สีเติม และ เอฟเฟ็กต์แบบเติม แทน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนสีวัตถุรูปวาด ให้ดูที่ส่วนก่อนหน้าในบทความนี้

  1. ในกล่องโต้ตอบ เปลี่ยนสีรูปภาพ ให้เลือกสี (ตัวอย่างนี้ใช้สีแพนโทน 562 C) จากนั้นคลิกตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งต่อไปนี้
    • คลิก เปลี่ยนสีทั้งภาพ เพื่อนำสีอ่อนของสีที่เลือกไปใช้กับทั้งรูปภาพ
    • คลิก เหลือส่วนที่เป็นสีดำเอาไว้ เพื่อนำสีอ่อนของสีที่เลือกไปใช้กับส่วนต่างๆ ของรูปภาพเฉพาะที่ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ
  2. คลิก ตกลง จากนั้นทำซ้ำขั้นตอนเหล่านี้บนแต่ละรูปภาพในสิ่งพิมพ์ของคุณ

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ตัดข้อความรอบๆ คลิป

วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มรูปลักษณ์ให้ดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น คือการเพิ่มการตัดข้อความที่ล้อมรอบรูปภาพ ฟีเจอร์เกี่ยวกับการตัดข้อความจะช่วยให้คุณสามารถวางคลิปกลางกลุ่มข้อความได้

การตัดข้อความแบบชิดกัน

  1. แทรกคลิปลงในกลุ่มข้อความ
  2. จากคลิปที่เลือกนั้น บนแถบเครื่องมือ รูปภาพ ให้คลิก การตัดข้อความรูปปุ่ม แล้วคลิกสไตล์การตัดข้อความที่คุณต้องการเพิ่มลงไป

คุณสามารถตัดข้อความบริเวณรอบๆ เหนือ ใต้ หรือทะลุผ่านรูปภาพได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกที่จะแก้ไขจุดตัดได้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์กับรูปร่างที่ไม่ปกติ

 เคล็ดลับ   คุณสามารถวางกราฟิกลงในเอกสารของคุณก่อนหรือหลังจากที่คุณจะเพิ่มข้อความ แต่อาจจะเป็นการง่ายขึ้นถ้าจัดตำแหน่งกราฟิกด้วยการตัดข้อความหลังจากที่ข้อความทั้งหมดอยู่ในเอกสารแล้ว

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

 
 
นำไปใช้กับ:
Publisher 2013, Publisher 2010, Publisher 2007