ภาพรวมของรายงาน PivotTable และรายงาน PivotChart

ใช้รายงาน PivotTable เพื่อสรุป วิเคราะห์ สำรวจ และแสดงข้อมูลสรุป ใช้รายงาน PivotChart เพื่อดูข้อมูลสรุปดังกล่าวในรายงาน PivotTable และเพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบ รูปแบบ และแนวโน้มได้ง่ายขึ้น ทั้งรายงาน PivotTable และรายงาน PivotChart ทำให้คุณสามารถทำการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับข้อมูลที่สำคัญในองค์กรของคุณ ส่วนต่อไปนี้จะให้ภาพรวมของรายงาน PivotTable และรายงาน PivotChart

ในบทความนี้


เกี่ยวกับรายงาน PivotTable

รายงาน PivotTable เป็นวิธีการแบบโต้ตอบเพื่อสรุปข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ใช้รายงาน PivotTable เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขในรายละเอียด และเพื่อตอบคำถามที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับข้อมูลของคุณ รายงาน PivotTable ได้รับการออกแบบโดยเฉพาะสำหรับ

  • การสอบถามข้อมูลจำนวนมากในลักษณะที่เป็นมิตรกับผู้ใช้หลายวิธี
  • การหาผลรวมย่อยและการรวมข้อมูลตัวเลข การสรุปข้อมูลตามประเภทและประเภทย่อย และการสร้างการคำนวณและสูตรแบบกำหนดเอง
  • การขยายและการยุบระดับของข้อมูลเพื่อเน้นผลลัพธ์ของคุณ และการเจาะลงไปในรายละเอียดจากข้อมูลสรุปสำหรับเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคุณ
  • การย้ายแถวไปยังคอลัมน์ หรือคอลัมน์ไปยังแถว (หรือ "การลากไปที่ตำแหน่งอื่น") เพื่อดูผลสรุปที่แตกต่างของข้อมูลต้นฉบับ
  • การกรอง การเรียงลำดับ การจัดกลุ่ม และการจัดรูปแบบตามเงื่อนไขของเซตย่อยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจมากที่สุด เพื่อให้คุณสามารถเน้นข้อมูลที่คุณต้องการได้
  • การแสดงรายงานแบบออนไลน์หรือแบบพิมพ์ที่กระชับ น่าสนใจ และมีคำอธิบายประกอบ

คุณใช้รายงาน PivotTable ได้บ่อยครั้งเมื่อต้องการวิเคราะห์ผลรวมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายการตัวเลขยาวๆ ที่ต้องรวมผลบวกและคุณต้องการเปรียบเทียบข้อเท็จจริงหลายประการเกี่ยวกับแต่ละตัวเลข ในรายงาน PivotTable ที่แสดงข้างล่างนี้ คุณสามารถเห็นได้อย่างง่ายดายว่ายอดขายกอล์ฟของไตรมาส 3 ในเซลล์ F3 เปรียบเทียบกับยอดขายของกีฬาชนิดอื่นหรือไตรมาสอื่นหรือกับยอดรวมแล้วเป็นอย่างไร


ตัวอย่างของแหล่งข้อมูลและรายงาน PivotTable ที่ได้
บรรยายภาพ 1 ในกรณีนี้ ข้อมูลต้นฉบับมาจากแผ่นงาน
บรรยายภาพ 2 ค่าแหล่งข้อมูลสำหรับสรุปการขายกอล์ฟไตรมาส 3 ในรายงาน PivotTable
บรรยายภาพ 3 รายงาน PivotTable ทั้งรายงาน
บรรยายภาพ 4 สรุปค่าแหล่งข้อมูลใน C2 และ C8 จากข้อมูลต้นฉบับ

ในรายงาน PivotTable แต่ละคอลัมน์หรือเขตข้อมูลในข้อมูลต้นฉบับของคุณกลายเป็นเขตข้อมูล PivotTable ที่สรุปข้อมูลหลายๆ แถวออกมา ในตัวอย่างก่อนหน้านี้ คอลัมน์ Sport กลายเป็นเขตข้อมูล Sport และแต่ละระเบียนสำหรับกอล์ฟถูกสรุปไว้ในรายการกอล์ฟรายการเดียว

เขตข้อมูลค่า เช่น ผลรวมของยอดขายจะให้ค่าที่จะนำมาสรุป เซลล์ F3 ในรายงานก่อนหน้าเก็บค่าผลรวมของยอดขายจากทุกแถวในข้อมูลต้นฉบับที่คอลัมน์ Sport เก็บข้อมูลกอล์ฟ และคอลัมน์ Quarter เก็บข้อมูลของไตรมาส 3 ตามค่าเริ่มต้นแล้ว ข้อมูลในพื้นที่ค่าจะสรุปข้อมูลต้นฉบับที่สำคัญในรายงาน PivotTable ด้วยวิธีต่อไปนี้: ค่าที่เป็นตัวเลขใช้ฟังก์ชัน SUM และค่าที่เป็นข้อความใช้ฟังก์ชัน COUNT

ในการสร้างรายงาน PivotTable คุณต้องกำหนดข้อมูลต้นฉบับของรายงาน ระบุตำแหน่งที่ตั้งในสมุดงาน และวางเค้าโครงเขตข้อมูล

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การสร้างหรือการลบรายงาน PivotTable หรือ PivotChart และ การสร้างและการเปลี่ยนเค้าโครงเขตข้อมูลในรายงาน PivotTable หรือ PivotChart

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

วิธีการทำงานกับรายงาน PivotTable

หลังจากที่คุณสร้างรายงาน PivotTable เริ่มต้นด้วยการกำหนดแหล่งข้อมูล จัดเรียงเขตข้อมูลในรายการเขตข้อมูล PivotTable และเลือกเค้าโครงเริ่มต้นแล้ว คุณสามารถทำงานต่อไปนี้ขณะทำงานกับรายงาน PivotTable

สำรวจข้อมูล     ด้วยการทำดังต่อไปนี้

  • ขยายและยุบข้อมูล และแสดงรายละเอียดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่า
  • เรียงลำดับ กรอง และจัดกลุ่มเขตข้อมูลและรายการ
  • เปลี่ยนฟังก์ชันสรุป และเพิ่มการคำนวณและสูตรแบบกำหนดเอง

เปลี่ยนเค้าโครงฟอร์มและการจัดการเขตข้อมูล      ด้วยการทำดังต่อไปนี้

  • เปลี่ยนฟอร์มรายงาน PivotTable: แบบกะทัดรัด แบบเค้าร่าง หรือแบบตาราง
  • เพิ่ม จัดเรียงใหม่ และเอาเขตข้อมูลออก
  • เปลี่ยนลำดับของเขตข้อมูลหรือรายการ

เปลี่ยนเค้าโครงของคอลัมน์ แถว และผลรวมย่อย      ด้วยการทำดังต่อไปนี้

  • เปิดหรือปิดส่วนหัวเขตข้อมูลของคอลัมน์และแถว หรือแสดง หรือซ่อนบรรทัดว่าง
  • แสดงผลรวมย่อยเหนือหรือใต้แถวของผลรวมย่อย
  • ปรับความกว้างคอลัมน์เมื่อฟื้นฟู
  • ย้ายเขตข้อมูลคอลัมน์ไปยังพื้นที่ของแถว หรือเขตข้อมูลแถวไปยังพื้นที่คอลัมน์
  • ผสานหรือยกเลิกการผสานเซลล์สำหรับแถวภายนอกและรายการคอลัมน์

เปลี่ยนการแสดงที่ว่างและข้อผิดพลาด      ด้วยการทำดังต่อไปนี้

  • เปลี่ยนวิธีแสดงข้อผิดพลาดและเซลล์ว่าง
  • เปลี่ยนวิธีแสดงรายการและป้ายชื่อที่ไม่มีข้อมูล
  • แสดงหรือซ่อนบรรทัดว่าง

เปลี่ยนรูปแบบ      โดยการทำดังต่อไปนี้

  • จัดรูปแบบเซลล์และช่วงด้วยตนเองหรือตามเงื่อนไข
  • เปลี่ยนลักษณะการจัดรูปแบบ PivotTable โดยรวม
  • เปลี่ยนรูปแบบตัวเลขสำหรับเขตข้อมูล
  • รวมการจัดรูปแบบ OLAP เซิร์ฟเวอร์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การออกแบบเค้าโครงและรูปแบบของรายงาน PivotTable

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

เกี่ยวกับรายงาน PivotChart

รายงาน PivotChart เป็นการแสดงข้อมูลแบบกราฟิกในรายงาน PivotTable (รายงาน PivotTable: รายงาน Excel ที่มีความสามารถในการโต้ตอบและถูกจัดรูปแบบเป็นตารางจากหลายตาราง ซึ่งจะสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล (เช่น ระเบียนฐานข้อมูล) จากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งแหล่งข้อมูลที่อยู่ภายนอก Excel ด้วย) ซึ่งในกรณีนี้เรียกว่า รายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน (รายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน: รายงาน PivotTable ที่ให้ข้อมูลต้นฉบับกับรายงาน PivotChart ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อคุณสร้างรายงาน PivotChart ใหม่ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงเค้าโครงของรายงานใดรายงานหนึ่ง อีกรายงานหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน) เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเค้าโครงและข้อมูลที่แสดงในรายงาน PivotChart ให้เปลี่ยนแปลงเค้าโครงในรายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน

รายงาน PivotChart มีชุดข้อมูล (ชุดข้อมูล: จุดข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันที่นำมาลงจุดในแผนภูมิและมาจากแถวหรือคอลัมน์ของแผ่นข้อมูล แต่ละชุดข้อมูลในแผนภูมิจะมีสีหรือลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน โดยคุณสามารถลงจุดชุดข้อมูลได้อย่างน้อยหนึ่งชุดในแผนภูมิ ยกเว้นแผนภูมิวงกลมที่จะมีชุดข้อมูลได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น) ประเภท ตัวแสดงข้อมูล (เครื่องหมายของข้อมูล: สัญลักษณ์แท่ง พื้นที่ จุด ชิ้น หรือสัญลักษณ์อื่นในแผนภูมิที่ใช้แสดงแทนจุดข้อมูลหรือค่าหนึ่งๆ ที่มาจากเซลล์บนแผ่นงาน โดยเครื่องหมายของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันในแผนภูมิจะประกอบขึ้นเป็นชุดข้อมูลหนึ่งชุด) และ แกน (แกน: เส้นที่ล้อมรอบพื้นที่ลงจุดของแผนภูมิซึ่งใช้เป็นกรอบของการอ้างอิงสำหรับหน่วยวัด โดยปกติแล้วแกน y จะเป็นแกนแนวตั้งและแสดงข้อมูล ส่วนแกน x จะเป็นแกนแนวนอนและแสดงประเภท) เหมือนกับที่แผนภูมิมาตรฐานมี นอกจากนี้ คุณยังสามารถเปลี่ยนชนิดของแผนภูมิและตัวเลือกอื่นๆ เช่น ชื่อเรื่อง (ชื่อแผนภูมิ: ข้อความอธิบายที่ถูกจัดตำแหน่งไว้ให้โดยอัตโนมัติบนแกนหรือตรงกึ่งกลางที่ด้านบนสุดของแผนภูมิ) การวางคำอธิบายแผนภูมิ (คำอธิบายแผนภูมิ: กล่องที่ระบุลวดลายหรือสีที่ถูกกำหนดให้กับชุดข้อมูลหรือประเภทในแผนภูมิ) ป้ายชื่อข้อมูล (ป้ายชื่อข้อมูล: ป้ายชื่อที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องหมายของข้อมูล ซึ่งใช้แสดงแทนจุดข้อมูลหนึ่งจุดหรือค่าหนึ่งค่าที่มาจากเซลล์บนแผ่นงาน) และตำแหน่งแผนภูมิ เป็นต้น


รายงาน PivotChart ของยอดขายอุปกรณ์กีฬาตามไตรมาส

รายงาน PivotChart


คุณสามารถสร้างรายงาน PivotChart โดยอัตโนมัติ เมื่อคุณสร้างรายงาน PivotTable เป็นครั้งแรก หรือคุณอาจสร้าง PivotChart จากรายงาน PivotTable ที่มีอยู่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การสร้างหรือการลบรายงาน PivotTable หรือ PivotChart และ การสร้างและการเปลี่ยนเค้าโครงเขตข้อมูลในรายงาน PivotTable หรือ PivotChart

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การเปรียบเทียบรายงาน PivotTable และรายงาน PivotChart

เมื่อคุณสร้างรายงาน PivotChart จากรายงาน PivotTable เค้าโครงของรายงาน PivotChart ซึ่งก็คือตำแหน่งเขตข้อมูลของรายงาน จะถูกกำหนดตั้งแต่เริ่มต้นโดยเค้าโครงของรายงาน PivotTable เมื่อคุณสร้างรายงาน PivotChart เป็นครั้งแรก คุณกำหนดเค้าโครงแผนภูมิด้วยการลากเขตข้อมูลจาก รายการเขตข้อมูล PivotTable ไปยังพื้นที่ในแผ่นงานแผนภูมิ (แผ่นงานแผนภูมิ: แผ่นงานในสมุดงานที่มีเฉพาะแผนภูมิ แผ่นงานแผนภูมิจะเป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องการแสดงแผนภูมิหรือรายงาน PivotChart แยกต่างหากจากข้อมูลในแผ่นงานหรือจากรายงาน PivotTable)

รายงาน PivotTable และ PivotChart ของข้อมูลการขายต่อไปนี้ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างรายงานทั้งสอง


ความสอดคล้องกันของแถวกับประเภท และคอลัมน์กับชุดข้อมูล
บรรยายภาพ 1 ป้ายชื่อแถวสอดคล้องกับประเภท
บรรยายภาพ 2 ป้ายชื่อคอลัมน์สอดคล้องกับชุดข้อมูล

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

ความแตกต่างระหว่างรายงาน PivotChart กับแผนภูมิมาตรฐาน

ถ้าคุณคุ้นเคยกับแผนภูมิมาตรฐาน คุณจะพบว่าการดำเนินการส่วนใหญ่เหมือนกับในรายงาน PivotChart แต่ก็มีบางอย่างต่างกัน คือ

การโต้ตอบ     ด้วยแผนภูมิมาตรฐาน คุณสามารถสร้างหนึ่งแผนภูมิสำหรับแต่ละมุมมองของข้อมูลที่คุณต้องการดู แต่คุณโต้ตอบไม่ได้ ด้วยรายงาน PivotChart คุณสามารถสร้างแผนภูมิหนึ่งแผนภูมิ และแสดงข้อมูลในลักษณะต่างๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงเค้าโครงรายงานหรือรายละเอียดที่แสดง ซึ่งคุณโต้ตอบกับข้อมูลได้

ชนิดแผนภูมิ     คุณสามารถเปลี่ยนแปลงรายงาน PivotChart เป็นชนิดแผนภูมิใดๆ ยกเว้นกราฟแบบ xy (กระจาย) กราฟหุ้น หรือกราฟฟอง

ข้อมูลต้นฉบับ     แผนภูมิมาตรฐานเชื่อมโยงกับเซลล์ของแผ่นงานโดยตรง ส่วนรายงาน PivotChart สามารถสร้างจากข้อมูลหลายชนิดแตกต่างกันที่อยู่ในรายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน (รายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน: รายงาน PivotTable ที่ให้ข้อมูลต้นฉบับกับรายงาน PivotChart ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อคุณสร้างรายงาน PivotChart ใหม่ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงเค้าโครงของรายงานใดรายงานหนึ่ง อีกรายงานหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน)

การจัดรูปแบบ     การจัดรูปแบบส่วนใหญ่ รวมทั้งองค์ประกอบ เค้าโครง และลักษณะ จะถูกรักษาไว้เมื่อคุณฟื้นฟู (การฟื้นฟู: เพื่อเป็นการปรับปรุงเนื้อหาของรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงบนข้อมูลต้นฉบับที่เป็นต้นแบบ ถ้ารายงานยึดตามข้อมูลจากภายนอก การฟื้นฟูจะเป็นการเรียกใช้แบบสอบถามต้นแบบเพื่อดึงข้อมูลใหม่ หรือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป)รายงาน PivotChart อย่างไรก็ตาม เส้นแนวโน้ม (เส้นแนวโน้ม: การแสดงแนวโน้มในชุดข้อมูลเป็นกราฟิก เช่น เส้นที่ชี้ขึ้นเพื่อแสดงยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนหนึ่งๆ เส้นแนวโน้มจะใช้ในการศึกษาปัญหาของการคาดคะเน หรือที่เรียกว่า การวิเคราะห์การถดถอย) ป้ายชื่อข้อมูล (ป้ายชื่อข้อมูล: ป้ายชื่อที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องหมายของข้อมูล ซึ่งใช้แสดงแทนจุดข้อมูลหนึ่งจุดหรือค่าหนึ่งค่าที่มาจากเซลล์บนแผ่นงาน) แถบค่าคลาดเคลื่อน (แถบข้อผิดพลาด: โดยปกติ มักจะใช้กับข้อมูลทางสถิติหรือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแถบข้อผิดพลาดจะแสดงข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น หรือองศาของความไม่แน่นอนที่สัมพันธ์กับแต่ละเครื่องหมายแสดงข้อมูลในชุดข้อมูล) และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ต่อชุดข้อมูลจะไม่ถูกรักษาไว้ แต่แผนภูมิมาตรฐานจะไม่สูญเสียการจัดรูปแบบนี้เมื่อมีการนำมาใช้

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การทำงานกับข้อมูลต้นฉบับ

เมื่อคุณสร้างรายงาน PivotTable (รายงาน PivotTable: รายงาน Excel ที่มีความสามารถในการโต้ตอบและถูกจัดรูปแบบเป็นตารางจากหลายตาราง ซึ่งจะสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล (เช่น ระเบียนฐานข้อมูล) จากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งแหล่งข้อมูลที่อยู่ภายนอก Excel ด้วย) หรือ รายงาน PivotChart (รายงาน PivotChart: แผนภูมิที่จัดให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบที่มีความสามารถในการโต้ตอบได้เช่นเดียวกับรายงาน PivotTable ซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนมุมมองของข้อมูล ดูรายละเอียดในระดับต่างๆ หรือจัดระเบียบใหม่ให้กับเค้าโครงของแผนภูมิได้ด้วยการลากเขตข้อมูลและด้วยการแสดงหรือซ่อนรายการในเขตข้อมูล) คุณสามารถใช้ข้อมูลต้นฉบับ (ข้อมูลต้นฉบับ: รายการหรือตารางที่ใช้ในการสร้างรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ข้อมูลต้นฉบับสามารถนำมาได้จากรายการหรือช่วงใน Excel จากฐานข้อมูลหรือ Cube ภายนอก หรือจากรายงาน PivotTable อื่น) ที่ต่างกันได้หลายชนิด

การใช้ข้อมูลแผ่นงาน

คุณสามารถใช้ข้อมูลจากแผ่นงาน Microsoft Office Excel เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับรายงาน ข้อมูลควรอยู่ในรูปแบบรายการ (รายการ: ชุดของแถวซึ่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันหรือชุดของแถวที่คุณกำหนดเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นแผ่นข้อมูลโดยใช้คำสั่ง สร้างรายการ ) ที่มีป้ายชื่อคอลัมน์ในแถวแรก แต่ละเซลล์ในแถวต่อมาควรมีข้อมูลที่เหมาะสมกับส่วนหัวคอลัมน์ ไม่ควรมีแถวหรือคอลัมน์ว่างใดๆ ภายในข้อมูลที่สนใจ Excel ใช้ป้ายชื่อคอลัมน์ของคุณเป็นชื่อเขตข้อมูล (เขตข้อมูล 'ข้อมูล': ในรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart จะหมายถึงประเภทหนึ่งของข้อมูลซึ่งได้จากเขตข้อมูลในข้อมูลต้นฉบับ ทั้งนี้รายงาน PivotTable จะมีเขตข้อมูลต่างๆ ได้แก่ เขตข้อมูลแถว เขตข้อมูลคอลัมน์ เขตข้อมูลหน้า และเขตข้อมูลข้อมูล ส่วนรายงาน PivotChart จะมีเขตข้อมูลชุดข้อมูล เขตข้อมูลประเภท เขตข้อมูลหน้า และเขตข้อมูลข้อมูล)ในรายงาน

การใช้ช่วงที่มีชื่อ     เมื่อต้องการทำให้รายงานปรับปรุงง่ายขึ้น ให้ตั้งชื่อ (ชื่อ: คำหรือสตริงที่ใช้แสดงแทนเซลล์ ช่วงของเซลล์ สูตร หรือค่าคงที่ ให้ใช้ชื่อที่ง่ายต่อการเข้าใจ เช่น Products เพื่ออ้างถึงช่วงซึ่งยากที่จะเข้าใจ เช่น Sales!C20:C30)ช่วงแหล่งข้อมูล และใช้ชื่อเมื่อคุณสร้างรายงาน ถ้าช่วงที่มีชื่อขยายเพื่อรวมข้อมูลเพิ่มเติม คุณจะสามารถฟื้นฟู (การฟื้นฟู: เพื่อเป็นการปรับปรุงเนื้อหาของรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงบนข้อมูลต้นฉบับที่เป็นต้นแบบ ถ้ารายงานยึดตามข้อมูลจากภายนอก การฟื้นฟูจะเป็นการเรียกใช้แบบสอบถามต้นแบบเพื่อดึงข้อมูลใหม่ หรือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป)รายงานเพื่อรวมข้อมูลใหม่ได้

ตาราง Excel     ตาราง Excel อยู่ในรูปแบบรายการอยู่แล้ว และเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับข้อมูลต้นฉบับ PivotTable เมื่อคุณฟื้นฟูรายงาน PivotTable ข้อมูลใหม่และข้อมูลที่ปรับปรุงจากตาราง Excel จะถูกรวมไว้ในการดำเนินการฟื้นฟูโดยอัตโนมัติ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู ภาพรวมของตาราง Excel

การรวมผลรวม     Excel จะสร้างผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมดโดยอัตโนมัติในรายงาน PivotTable ถ้าข้อมูลต้นฉบับมีผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมดแบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้นด้วยคำสั่ง ผลรวมย่อยในกลุ่มเค้าร่างบนแท็บข้อมูล ใช้คำสั่งเดียวกันนี้เพื่อเอาผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมดออกก่อนที่คุณจะสร้างรายงาน

การใช้แหล่งข้อมูลภายนอก

คุณสามารถดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายนอกมายัง Excel เช่น จากฐานข้อมูล (ฐานข้อมูล: กลุ่มของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องหรือวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งภายในฐานข้อมูล ข้อมูลที่เกี่ยวกับเอนทิตีเฉพาะ เช่น พนักงานหรือใบสั่งซื้อจะถูกจัดประเภทเข้าไปในตาราง ระเบียน และเขตข้อมูล) OLAP คิวบ์ หรือแฟ้มข้อความ ตัวอย่าง เช่น คุณอาจมีฐานข้อมูลระเบียนยอดขายที่คุณต้องการสรุปและวิเคราะห์

แฟ้ม Office Data Connection    ถ้าคุณใช้แฟ้ม Office Data Connection (ODC) ซึ่งมีนามสกุล .odc เพื่อดึงข้อมูลภายนอก (ข้อมูลจากภายนอก: ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ภายนอก Excel ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลที่สร้างใน Access, dBASE, SQL Server หรือบนเว็บเซิร์ฟเวอร์)สำหรับรายงานของคุณ คุณสามารถใส่ข้อมูลลงในรายงาน PivotTable โดยตรง เราแนะนำว่า คุณควรดึงข้อมูลภายนอกสำหรับรายงานของคุณโดยใช้แฟ้ม ODC

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การเชื่อมต่อกับ (นำเข้า) ข้อมูลภายนอก การสร้าง การแก้ไข และการจัดการการเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอก และ คุณสมบัติการเชื่อมต่อ

แหล่งข้อมูล OLAP     เมื่อคุณดึงข้อมูลต้นฉบับจากฐานข้อมูล OLAP (OLAP: เทคโนโลยีฐานข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำแบบสอบถามและการทำรายงานแทนที่จะเป็นการประมวลผลทรานแซคชัน ข้อมูล OLAP จะถูกจัดระเบียบเป็นลำดับชั้น และจะถูกจัดเก็บใน Cube ไม่ใช่ในตาราง) หรือแฟ้มคิวบ์ (ลูกบาศก์ (cube): โครงสร้างข้อมูล OLAP ลูกบาศก์ประกอบด้วยมิติหลายมิติ เช่นประเทศ/ภูมิภาค/เมือง และเขตข้อมูล 'ข้อมูล' เช่นจำนวนที่ขายได้ มิติต่างๆ จัดระเบียบชนิดของข้อมูลให้เป็นลำดับชั้นด้วยระดับของรายละเอียด และเขตข้อมูล 'ข้อมูล' ที่ใช้วัดปริมาณ) จะมีการส่งข้อมูลกลับไปยัง Excel เฉพาะที่เป็นรายงาน PivotTable หรือ PivotTable ที่ได้แปลงเป็นฟังก์ชันของแผ่นงานเท่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การเชื่อมต่อกับ (นำเข้า) ฐานข้อมูล OLAP

ข้อมูลต้นฉบับที่ไม่ใช่ OLAP     นี่เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ที่มาจากแหล่งข้อมูลอื่นที่ไม่ใช่ฐานข้อมูล OLAP เช่น ข้อมูลจากฐานข้อมูลเชิงสัมพัทธ์ หรือแฟ้มข้อความ

การใช้รายงาน PivotTable อื่น

แคชสำหรับ PivotTable     แต่ละครั้งที่คุณสร้างรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ใหม่นั้น Excel จะเก็บสำเนาของข้อมูลสำหรับรายงานในหน่วยความจำ และบันทึกพื้นที่จัดเก็บนี้เป็นส่วนของแฟ้มสมุดงาน ดังนั้นรายงานใหม่แต่ละฉบับจึงต้องการหน่วยความจำและเนื้อที่ดิสก์เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณใช้รายงาน PivotTable ที่มีอยู่เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับรายงานใหม่ในสมุดงานเล่มเดียวกัน รายงานทั้งสองจะใช้สำเนาของข้อมูลเดียวกันร่วมกัน เนื่องจากคุณนำพื้นที่จัดเก็บเดียวกันมาใช้ใหม่ ขนาดของแฟ้มสมุดงานจึงลดลงและข้อมูลถูกเก็บในหน่วยความจำน้อยลง

ข้อกำหนดของตำแหน่งที่ตั้ง     เมื่อต้องการใช้รายงาน PivotTable เป็นแหล่งข้อมูลของรายงานอื่น รายงานทั้งสองต้องอยู่ในสมุดงานเล่มเดียวกัน ถ้ารายงาน PivotTable จากแหล่งข้อมูลอยู่ในสมุดงานคนละเล่ม ให้คัดลอกรายงานจากแหล่งข้อมูลไปยังตำแหน่งที่ตั้งสมุดงานที่คุณต้องการให้รายงานใหม่ปรากฏ รายงาน PivotTable และรายงาน PivotChart ในสมุดงานคนละเล่มจะแยกกัน และรายงานแต่ละเล่มจะมีสำเนาของข้อมูลของตนเองในหน่วยความจำและในแฟ้มสมุดงาน

การเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบกับรายงานทั้งสอง     เมื่อคุณฟื้นฟู (การฟื้นฟู: เพื่อเป็นการปรับปรุงเนื้อหาของรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงบนข้อมูลต้นฉบับที่เป็นต้นแบบ ถ้ารายงานยึดตามข้อมูลจากภายนอก การฟื้นฟูจะเป็นการเรียกใช้แบบสอบถามต้นแบบเพื่อดึงข้อมูลใหม่ หรือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป)ข้อมูลในรายงานใหม่นั้น Excel ยังปรับปรุงข้อมูลในรายงานต้นฉบับด้วย และเมื่อคุณฟื้นฟูข้อมูลในรายงานต้นฉบับ Excel ก็จะปรับปรุงข้อมูลในรายงานใหม่ด้วย เมื่อคุณจัดกลุ่มหรือยกเลิกการจัดกลุ่มรายการในรายงานเดียว รายงานทั้งสองจะได้รับผลกระทบ เมื่อคุณสร้างเขตข้อมูลจากการคำนวณ (เขตข้อมูลที่มีการคำนวณ: เขตข้อมูลในรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ที่ใช้สูตรที่คุณสร้าง เขตข้อมูลที่มีการคำนวณสามารถทำการคำนวณได้โดยใช้เนื้อหาของเขตข้อมูลอื่นในรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart)หรือรายการจากการคำนวณ (รายการจากการคำนวณ: รายการภายในเขตข้อมูล PivotTable หรือเขตข้อมูล PivotChart ที่ใช้สูตรที่คุณสร้าง รายการจากการคำนวณสามารถทำการคำนวณได้โดยใช้เนื้อหาของรายการอื่นภายในเขตข้อมูลเดียวกันของรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart)ในรายงานเดียว รายงานทั้งสองก็จะได้รับผลกระทบด้วย

รายงาน PivotChart     คุณสามารถสร้างรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ใหม่จากรายงาน PivotTable อื่น แต่ไม่สามารถสร้างจากรายงาน PivotChart อื่นได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม Excel จะสร้างรายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน (รายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน: รายงาน PivotTable ที่ให้ข้อมูลต้นฉบับกับรายงาน PivotChart ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อคุณสร้างรายงาน PivotChart ใหม่ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงเค้าโครงของรายงานใดรายงานหนึ่ง อีกรายงานหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน)จากข้อมูลเดียวกันเมื่อใดก็ตามที่คุณสร้างรายงาน PivotChart ดังนั้น คุณจึงสามารถสร้างรายงานใหม่จากรายงานที่สัมพันธ์กันได้ การเปลี่ยนแปลงในรายงาน PivotChart จะมีผลต่อรายงาน PivotTable ที่สัมพันธ์กัน และในทางกลับกัน

การเปลี่ยนแหล่งข้อมูลของรายงานที่มีอยู่

การเปลี่ยนแหล่งข้อมูล (ข้อมูลต้นฉบับ: รายการหรือตารางที่ใช้ในการสร้างรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ข้อมูลต้นฉบับสามารถนำมาได้จากรายการหรือช่วงใน Excel จากฐานข้อมูลหรือ Cube ภายนอก หรือจากรายงาน PivotTable อื่น)อาจทำให้ข้อมูลที่มีอยู่สำหรับการวิเคราะห์ต่างกัน ตัวอย่างเช่น คุณอาจต้องการสลับจากฐานข้อมูลการทดสอบเป็นฐานข้อมูลการผลิตอย่างง่ายดาย คุณสามารถปรับปรุงรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart ด้วยข้อมูลใหม่ที่คล้ายกับข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมต่อข้อมูลเดิมด้วยการฟื้นฟู (การฟื้นฟู: เพื่อเป็นการปรับปรุงเนื้อหาของรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงบนข้อมูลต้นฉบับที่เป็นต้นแบบ ถ้ารายงานยึดตามข้อมูลจากภายนอก การฟื้นฟูจะเป็นการเรียกใช้แบบสอบถามต้นแบบเพื่อดึงข้อมูลใหม่ หรือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป)รายงาน

เมื่อต้องการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อมูลที่แตกต่าง คุณสามารถกำหนดข้อมูลต้นฉบับสำหรับรายงาน ถ้าข้อมูลมีความแตกต่างอย่างมากกับหลายเขตข้อมูลใหม่หรือเขตข้อมูลเพิ่มเติม การสร้างรายงานใหม่อาจง่ายกว่า

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การเลือกแหล่งข้อมูลอื่นให้กับรายงาน PivotTable

การแสดงข้อมูลใหม่ที่ได้มาเมื่อฟื้นฟู     การฟื้นฟูรายงานยังสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่มีอยู่สำหรับการแสดงด้วย กรณีของรายงานที่สร้างจากรายการในแผ่นงาน Excel จะดึงเขตข้อมูลใหม่ภายในช่วงแหล่งข้อมูล หรือช่วงที่มีชื่อ (ชื่อ: คำหรือสตริงที่ใช้แสดงแทนเซลล์ ช่วงของเซลล์ สูตร หรือค่าคงที่ ให้ใช้ชื่อที่ง่ายต่อการเข้าใจ เช่น Products เพื่ออ้างถึงช่วงซึ่งยากที่จะเข้าใจ เช่น Sales!C20:C30)ที่คุณระบุ กรณีของรายงานที่สร้างจากข้อมูลภายนอก Excel จะดึงข้อมูลใหม่ที่ตรงกับเกณฑ์สำหรับแบบสอบถาม (แบบสอบถาม: วิธีการค้นหาระเบียนต่างๆ ใน Query หรือ Access ซึ่งจะทำให้ได้คำตอบสำหรับคำถามที่คุณถามเกี่ยวกับข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล)หรือข้อมูลพื้นฐานที่จะมีใน OLAPคิวบ์ (ลูกบาศก์ (cube): โครงสร้างข้อมูล OLAP ลูกบาศก์ประกอบด้วยมิติหลายมิติ เช่นประเทศ/ภูมิภาค/เมือง และเขตข้อมูล 'ข้อมูล' เช่นจำนวนที่ขายได้ มิติต่างๆ จัดระเบียบชนิดของข้อมูลให้เป็นลำดับชั้นด้วยระดับของรายละเอียด และเขตข้อมูล 'ข้อมูล' ที่ใช้วัดปริมาณ) คุณสามารถแสดงเขตข้อมูลใหม่ใดๆ ในรายการเขตข้อมูล และเพิ่มเขตข้อมูลนั้นในรายงานได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การฟื้นฟูข้อมูลที่เชื่อมต่อ (นำเข้า)

การเปลี่ยน OLAP คิวบ์ที่คุณสร้าง     รายงานที่สร้างจากข้อมูล OLAP จะสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในคิวบ์ได้เสมอ ถ้าคุณสร้างแฟ้มคิวบ์ออฟไลน์ (แฟ้ม Cube แบบออฟไลน์: แฟ้มที่คุณสร้างบนฮาร์ดดิสก์ของคุณหรือบนเครือข่ายที่ใช้ร่วมกันเพื่อจัดเก็บข้อมูลต้นฉบับ OLAP สำหรับรายงาน PivotTable หรือรายงาน PivotChart โดยแฟ้ม Cube ออฟไลน์นี้จะอนุญาตให้คุณทำงานต่อไปได้แม้เมื่อคุณจะไม่ได้เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ OLAP)ที่มีชุดย่อยของข้อมูลในคิวบ์เซิร์ฟเวอร์ คุณสามารถใช้คำสั่ง OLAP ออฟไลน์เพื่อปรับเปลี่ยนแฟ้มคิวบ์ของคุณ เพื่อให้แฟ้มมีข้อมูลที่แตกต่างจากเซิร์ฟเวอร์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู การสร้างแฟ้ม cube ออฟไลน์จากฐานข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ OLAP

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

 
 
นำไปใช้กับ:
Excel 2007